Brand Logo
Menu IconMenu Icon
Minimal styleShare Icon

ก่อนจ้างบริษัทบิ้วอินต้องดูอะไรบ้าง? เช็กให้ครบก่อนเซ็นสัญญาและจ่ายมัดจำ

Calendar Icon28 สิงหาคม 2569
View Icon4

การทำ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ต่างจากการซื้อเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปตรงที่เราไม่ได้เห็นสินค้าจริงทั้งหมดก่อนจ่ายเงิน แต่กำลังจ้างให้บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามขนาดพื้นที่ แบบ วัสดุ และฟังก์ชันที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นการเลือก บริษัทบิ้วอิน จึงไม่ควรตัดสินจากภาพ 3D สวย ๆ หรือราคาถูกเพียงอย่างเดียว

ก่อนเซ็นสัญญาและจ่ายมัดจำ ควรเช็กตั้งแต่ตัวตนและผลงานของบริษัท ขอบเขตงาน วัสดุที่ใช้ รายละเอียดใบเสนอราคา แบบเฟอร์นิเจอร์ ระยะเวลาผลิตและติดตั้ง เงื่อนไขการชำระเงิน ไปจนถึงการรับประกันหลังส่งมอบ

ยิ่งรายละเอียดก่อนเริ่มงานชัดเท่าไร โอกาสเกิดปัญหาระหว่างทาง เช่น งานไม่ตรงแบบ วัสดุไม่ตรงความเข้าใจ ค่าใช้จ่ายเพิ่ม งานล่าช้า หรือไม่รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา ก็ยิ่งลดลง

ถ้ากำลังเปรียบเทียบหลายบริษัทอยู่ บทความนี้คือเช็กลิสต์ที่สามารถนำไปใช้ถาม บริษัทรับทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ก่อนตัดสินใจได้จริง

1. ก่อนเลือกบริษัทบิ้วอิน อย่าดูแค่ราคา ต้องเช็กความน่าเชื่อถือและผลงานจริง

ราคาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ควรเป็นเกณฑ์แรกและเกณฑ์เดียวในการเลือกบริษัท เพราะงานบิ้วอินประกอบด้วยหลายส่วน ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ การผลิต การขนส่ง การติดตั้ง ไปจนถึงการแก้ไขและบริการหลังการขาย

ใบเสนอราคาที่ถูกกว่า จึงไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มกว่าทันที หากขอบเขตงานหรือสเปกวัสดุที่ได้รับแตกต่างกัน

สิ่งแรกที่ควรเช็กคือ บริษัทนี้มีตัวตนและมีผลงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่

ลองดูเว็บไซต์ ช่องทางติดต่อ ที่ตั้งบริษัทหรือโรงงาน ผลงานที่ผ่านมา รีวิวจากลูกค้า รวมถึงรูปภาพหน้างานจริง โดยเฉพาะงานที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรากำลังจะทำ เช่น บิ้วอินบ้านทั้งหลัง บิ้วอินคอนโด ห้องครัว ห้องนอน ตู้เสื้อผ้า หรือชั้นวางทีวี

หากบริษัทมีโชว์รูมหรือสถานที่ให้ดูตัวอย่างงานจริงได้ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ประเมินรายละเอียดได้มากกว่าดูจากภาพ เพราะเราสามารถสังเกตได้ทั้งผิววัสดุ การเก็บขอบ การเปิด-ปิดหน้าบาน รางลิ้นชัก บานพับ และรายละเอียดงานประกอบ

ดู Portfolio อย่างไร ไม่ให้ดูแค่ว่า “สวยหรือไม่สวย”

เวลาชมผลงานบริษัทบิ้วอิน ควรมองให้ลึกกว่าสไตล์การตกแต่ง เช่น

  • มีผลงานประเภทเดียวกับพื้นที่ของเราหรือไม่
  • งานจริงใกล้เคียงกับแบบที่ออกแบบไว้แค่ไหน
  • รายละเอียดรอยต่อ ขอบ หน้าบาน และงานติดตั้งเรียบร้อยหรือไม่
  • บริษัทมีประสบการณ์กับงานหลายขนาดและหลายรูปแบบหรือไม่
  • มีรีวิวหรือผลงานย้อนหลังที่สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้หรือไม่

บริษัทที่ทำ Modern ได้สวย ไม่ได้แปลว่าจะตอบโจทย์งาน Luxury, Minimal หรือ Classic ได้เหมือนกันทั้งหมด ดังนั้นควรดูทั้ง “คุณภาพงาน” และ “ประสบการณ์ในสไตล์ที่เราต้องการ”

อีกเรื่องที่ควรถามคือ ใครเป็นผู้รับผิดชอบงานแต่ละขั้นตอน เช่น ใครออกแบบ ใครวัดพื้นที่ ใครผลิต ใครควบคุมการติดตั้ง และเมื่อเกิดปัญหาต้องประสานกับใคร

ยิ่งโครงสร้างการทำงานชัด ลูกค้าก็ยิ่งติดตามงานได้ง่ายขึ้น

2. ใบเสนอราคางานบิ้วอินต้องดูอะไรบ้าง? อย่าเปรียบเทียบแค่ยอดรวม

หนึ่งในจุดที่คนทำบิ้วอินพลาดได้ง่าย คือขอราคาจากหลายบริษัทแล้วนำ “ยอดรวม” มาเปรียบเทียบกันทันที

สมมติบริษัท A เสนอราคา 400,000 บาท และบริษัท B เสนอ 500,000 บาท เรายังสรุปไม่ได้ว่าบริษัท A ถูกกว่า เพราะทั้งสองบริษัทอาจเสนอคนละขอบเขตงาน คนละวัสดุ หรือรวมอุปกรณ์มาไม่เหมือนกัน

วิธีเปรียบเทียบที่เหมาะสมกว่าคือ เทียบสเปกต่อสเปกและขอบเขตงานต่อขอบเขตงาน

รายละเอียดที่ควรมีหรือควรถามให้ชัดในใบเสนอราคา

  • ขอบเขตของงาน: ต้องรู้ว่าราคาครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น ตู้ทีวี ตู้รองเท้า ครัว ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง หรือผนังตกแต่ง รวมถึงจำนวนและขนาดโดยประมาณ
  • วัสดุโครงสร้าง: ควรระบุว่าชิ้นงานแต่ละส่วนใช้วัสดุอะไร เช่น MDF, HMR, Particle Board หรือไม้อัด รวมถึงเกรดและความหนาในส่วนสำคัญ คำว่า “ไม้เกรดดี” หรือ “วัสดุพรีเมียม” เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบราคา ควรถามให้ทราบว่าวัสดุจริงคืออะไร
  • วัสดุปิดผิว: หน้าบานและตัวตู้ใช้เมลามีน ลามิเนต วีเนียร์ หรือพ่นสี รวมถึงสี ลาย หรือแบรนด์ที่กำหนดไว้หรือไม่
  • Hardware: บานพับ รางลิ้นชัก มือจับ ระบบ Soft Close หรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เป็นอีกส่วนที่ทำให้ต้นทุนและประสบการณ์ใช้งานต่างกัน ควรดูว่ารวมอยู่ในราคาหรือมีรายการใดคิดเพิ่ม
  • งานอื่นที่เกี่ยวข้อง: เช่น งานไฟ งานเดินสายไฟ งานประปา งานกระจก ท็อปหิน รื้อถอน ขนย้าย หรือเก็บงานผนัง หากจำเป็นต้องใช้กับโครงการ ควรถามตั้งแต่ต้นว่าอยู่ในขอบเขตของบริษัทหรือไม่ และรวมอยู่ในราคาหรือยัง

นอกจากนี้ควรถามถึง ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดเพิ่มภายหลัง เช่น เปลี่ยนวัสดุ เพิ่มตู้ เพิ่มอุปกรณ์ หรือแก้แบบเกินจำนวนครั้งที่กำหนด จะคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร

จุดนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า “งบประมาณบานปลาย” หลายครั้งไม่ได้เกิดจากราคาตั้งต้นแพง แต่เกิดจากขอบเขตตอนเริ่มงานไม่ชัด แล้วมีรายการเพิ่มเติมระหว่างทางเรื่อย ๆ

3. ก่อนเซ็นสัญญาและจ่ายมัดจำ ต้องเช็กอะไรให้ชัด?

เมื่อเลือกบริษัทและตกลงราคาเบื้องต้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือสัญญา ซึ่งควรอ่านรายละเอียดก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง

อย่ามองสัญญาเป็นเพียงเอกสารที่ต้องเซ็นเพื่อเริ่มงาน เพราะสัญญาควรทำหน้าที่ระบุว่า ใครต้องทำอะไร ส่งมอบอะไร เมื่อไร ราคาเท่าไร และถ้าเกิดปัญหาจะจัดการอย่างไร

ขอบเขตงานต้องตรงกับสิ่งที่ตกลงกัน

ตรวจสอบรายการเฟอร์นิเจอร์ ห้อง พื้นที่ วัสดุ และรายละเอียดสำคัญว่าตรงกับใบเสนอราคาและการพูดคุยหรือไม่

หากมีรายละเอียดใดที่มีผลต่อราคาและคุณภาพงาน ควรให้ปรากฏอยู่ในเอกสารหรือเอกสารแนบที่อ้างอิงได้ ไม่ควรพึ่งเพียงการพูดคุยด้วยวาจา

แบบที่ใช้ผลิตต้องผ่านการยืนยัน

งานบิ้วอินมักมีทั้งแบบ Layout, Elevation, Perspective หรือภาพ 3D ตามกระบวนการของแต่ละบริษัท แต่สิ่งสำคัญคือก่อนผลิตจริงควรตรวจสอบรายละเอียดให้ครบ

เช่น

  • ขนาดและตำแหน่งของตู้
  • จำนวนชั้นและลิ้นชัก
  • ทิศทางการเปิดหน้าบาน
  • ตำแหน่งปลั๊กและอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • สีและวัสดุปิดผิว
  • มือจับ บานพับ ราง และ Hardware
  • พื้นที่สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่ต้องติดตั้งร่วมกัน

อย่าดูภาพ 3D เพียงอย่างเดียว เพราะภาพ 3D มีหน้าที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของดีไซน์ แต่รายละเอียดที่ใช้ผลิตจริงต้องอ้างอิงแบบและสเปกที่ตกลงกัน

ระยะเวลาผลิตและติดตั้งต้องระบุให้เข้าใจตรงกัน

ควรถามให้ชัดว่าเริ่มนับระยะเวลาจากวันไหน เช่น หลังวัดพื้นที่ หลังอนุมัติแบบ หรือหลังชำระเงินงวดใด รวมถึงประมาณการวันเข้าติดตั้งและระยะเวลาที่ใช้หน้างาน

หากมีงานส่วนอื่นต้องทำต่อ เช่น ผ้าม่าน เครื่องใช้ไฟฟ้า งานไฟ หรือย้ายเข้าอยู่ การรู้ Timeline ของงานบิ้วอินจะช่วยวางแผนงานส่วนอื่นได้ง่ายขึ้น

เงื่อนไขมัดจำและงวดชำระเงิน

ไม่มีเปอร์เซ็นต์มัดจำเดียวที่ใช้กับทุกบริษัท เพราะแต่ละแห่งมีขั้นตอนผลิตและเงื่อนไขทางธุรกิจต่างกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ต้องเข้าใจว่าเงินแต่ละงวดจ่ายเมื่อถึง Milestone ใด

ตัวอย่างเช่น เงินมัดจำเมื่อยืนยันสั่งซื้อ งวดต่อไปเมื่อเริ่มติดตั้ง และงวดสุดท้ายหลังตรวจรับงาน ทั้งนี้ต้องยึดเงื่อนไขตามสัญญาของบริษัทที่เลือกใช้บริการ

สำหรับ MOC DESIGN เว็บไซต์ระบุขั้นตอนปัจจุบันว่า หลังยืนยันสั่งซื้อจะมีการนัดดูหน้างาน วัดพื้นที่ และวางมัดจำ 40–50% จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนออกแบบและปรับแก้ ก่อนติดตั้งและชำระตามงวดที่กำหนด รวมถึงตรวจรับก่อนชำระงวดสุดท้าย ดังนั้นผู้ที่พิจารณาใช้บริการควรตรวจสอบรายละเอียดในใบเสนอราคาและสัญญาของโครงการจริงอีกครั้งก่อนชำระเงิน

เงื่อนไขแก้แบบและแก้งาน

ควรถามตั้งแต่ต้นว่าสามารถปรับแบบได้กี่ครั้ง การเปลี่ยนแบบหลังอนุมัติแล้วมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ และถ้าหน้างานจริงต่างจากข้อมูลเดิมจะจัดการอย่างไร

ตัวอย่างเช่น MOC DESIGN ระบุบนเว็บไซต์ว่าสามารถปรับแก้แบบได้ 3 ครั้งตามสัญญาจ้าง จึงเป็นรายละเอียดที่ลูกค้าควรตรวจสอบร่วมกับเงื่อนไขในสัญญาของงานจริง

4. อย่าลืมถามเรื่องตรวจรับ การรับประกัน และบริการหลังการขาย

หลายคนให้ความสำคัญมากกับช่วงก่อนเริ่มงาน แต่จริง ๆ แล้วควรถามไปจนถึงขั้นตอน “หลังติดตั้งเสร็จแล้วเกิดอะไรขึ้น”

เพราะเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินเป็นงานที่ผลิตขึ้นเฉพาะพื้นที่และตั้งใจใช้งานระยะยาว หลังติดตั้งจึงควรมีขั้นตอนตรวจรับก่อนปิดโครงการ

ตอนตรวจรับงานบิ้วอินควรดูอะไร?

ไม่จำเป็นต้องเป็นช่างก็ตรวจสอบเบื้องต้นได้ โดยลองใช้งานเฟอร์นิเจอร์จริงทุกส่วน

เปิด-ปิดหน้าบานและลิ้นชัก ดูว่าทำงานได้ตามปกติหรือไม่ ตรวจแนวและระดับของหน้าบาน ดูรอยต่อ ขอบ และผิวงาน ตรวจสีและลายวัสดุว่าเป็นไปตามที่เลือกไว้ รวมถึงเช็กอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าครบตามรายการ

ถ้าพบจุดที่ต้องแก้ ควรบันทึกรายการและตกลงกำหนดเวลาแก้ไขให้ชัดเจนก่อนปิดงาน

การรับประกันต้องถามอะไรบ้าง?

ไม่ควรถามเพียงว่า “มีประกันไหม” แต่ควรถามต่อว่า

รับประกันอะไร — นานเท่าไร — อะไรไม่อยู่ในการรับประกัน — หากต้องการเคลมต้องติดต่ออย่างไร

เพราะเงื่อนไขการรับประกันของแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกัน เช่น ตัวเฟอร์นิเจอร์ Hardware งานติดตั้ง หรือความเสียหายจากการใช้งาน

อีกจุดที่ควรนำมาพิจารณาคือ บริการหลังการขาย เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานไปสักระยะอาจต้องปรับตั้งบานพับ ราง หรือซ่อมแซมบางส่วน

เว็บไซต์ของ MOC DESIGN ระบุว่าบริการงานบิ้วอินมีการดูแลจนจบงานและมีบริการหลังการขายครอบคลุมการซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ชำรุด ซึ่งเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ควรสอบถามเงื่อนไขจริงของแต่ละโครงการก่อนตัดสินใจ

5. สรุป Checklist ก่อนจ้างบริษัทรับทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน

หากกำลังคุยกับบริษัทบิ้วอินและไม่แน่ใจว่าถามครบหรือยัง สามารถใช้ Checklist นี้ไล่ตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาได้

  • ความน่าเชื่อถือ: มีข้อมูลบริษัท ช่องทางติดต่อ สถานที่ ผลงานและรีวิวที่ตรวจสอบได้หรือไม่
  • Portfolio: เคยทำงานประเภทและสไตล์ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่
  • ใบเสนอราคา: ระบุขอบเขตงาน รายการเฟอร์นิเจอร์ วัสดุ และอุปกรณ์ชัดเจนเพียงพอหรือไม่
  • วัสดุ: รู้หรือไม่ว่าโครงตู้ หน้าบาน และวัสดุปิดผิวใช้อะไร
  • Hardware: บานพับ รางลิ้นชัก มือจับ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้สเปกอะไร
  • แบบ: มีขั้นตอนตรวจและอนุมัติแบบก่อนผลิตจริงหรือไม่
  • Timeline: กำหนดการออกแบบ ผลิต ติดตั้ง และส่งมอบเป็นอย่างไร
  • การชำระเงิน: มัดจำเท่าไร แบ่งจ่ายกี่งวด และแต่ละงวดผูกกับขั้นตอนไหน
  • งานเพิ่มเติม: หากเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนวัสดุ หรือเพิ่มงาน คิดค่าใช้จ่ายอย่างไร
  • ตรวจรับและประกัน: มีขั้นตอนตรวจรับ การแก้ไข และเงื่อนไขบริการหลังการขายอย่างไร

ถ้า 10 เรื่องนี้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน การเปรียบเทียบแต่ละบริษัทจะง่ายกว่าการดูเพียงว่า “เจ้าไหนเสนอราคาถูกที่สุด” และยังช่วยให้ทั้งเจ้าของบ้านกับผู้รับเหมามีความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น

คำถามที่พบบ่อย (FQA)

จ้างบริษัทบิ้วอินควรจ่ายมัดจำกี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้กับทุกบริษัท เพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการผลิตและสัญญาของแต่ละแห่ง สิ่งที่ควรดูมากกว่าตัวเลขเพียงอย่างเดียวคือ เงินมัดจำจ่ายเพื่อเริ่มขั้นตอนไหน มีเอกสารยืนยันหรือไม่ และเงินงวดต่อ ๆ ไปสัมพันธ์กับความคืบหน้าของงานอย่างไร


ก่อนจ่ายมัดจำงานบิ้วอินควรได้แบบแล้วหรือยัง?

ขึ้นอยู่กับกระบวนการของแต่ละบริษัท บางแห่งอาจเริ่มออกแบบรายละเอียดหลังยืนยันสั่งซื้อและวางมัดจำ ดังนั้นก่อนจ่ายเงินควรทราบให้ชัดว่าจะได้รับแบบประเภทใด สามารถแก้ไขได้กี่ครั้ง และต้องอนุมัติแบบในขั้นตอนไหนก่อนเข้าสู่การผลิตจริง


ใบเสนอราคาบิ้วอินควรระบุวัสดุหรือไม่?

ควรมีรายละเอียดเพียงพอให้ทราบว่างานที่กำลังจ่ายเงินประกอบด้วยอะไร โดยเฉพาะวัสดุหลัก วัสดุปิดผิว และอุปกรณ์สำคัญ หากรายละเอียดบางส่วนยังไม่ได้ข้อสรุป ควรถามว่าต้องเลือกหรือยืนยันในขั้นตอนไหน


เลือกบริษัทบิ้วอินจากเจ้าที่ราคาถูกที่สุดได้ไหม?

ราคาใช้ประกอบการตัดสินใจได้ แต่ไม่ควรดูเฉพาะยอดรวม ควรเปรียบเทียบขอบเขตงาน วัสดุ Hardware การออกแบบ การติดตั้ง ระยะเวลา การรับประกัน และบริการหลังการขายร่วมกัน เพราะใบเสนอราคาที่ราคาต่างกันอาจไม่ได้เสนอสิ่งเดียวกัน


ถ้างานจริงไม่ตรงกับแบบควรทำอย่างไร?

ควรตรวจเทียบกับแบบและสเปกที่ได้รับการอนุมัติ แล้วแจ้งบริษัทให้ตรวจสอบก่อนปิดงาน นี่เป็นอีกเหตุผลที่แบบ รายละเอียดวัสดุ และขอบเขตงานควรมีหลักฐานชัดเจนตั้งแต่ก่อนผลิต เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลชุดเดียวกันในการตรวจรับ


เลือกบริษัทบิ้วอินที่ดูแลครบตั้งแต่ออกแบบจนถึงหลังส่งมอบ

สุดท้ายแล้ว การเลือก บริษัทบิ้วอิน ไม่ควรจบที่คำถามว่า “ราคาเท่าไร” แต่ควรดูทั้งกระบวนการ เพราะงานที่ดีเริ่มตั้งแต่การเข้าใจความต้องการ วัดพื้นที่ ออกแบบ เลือกวัสดุ ผลิต ติดตั้ง ตรวจรับ ไปจนถึงการดูแลหลังส่งมอบ

MOC DESIGN ให้บริการรับทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน แบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ไปจนถึงติดตั้ง โดยเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่าเป็นผู้ผลิตโดยตรง มีทีมงานและอินทีเรียดูแลงาน พร้อมขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ประเมินราคา วัดพื้นที่ ออกแบบและปรับแก้ ติดตั้ง จนถึงตรวจรับงาน

สำหรับคนที่กำลังวางแผนบิ้วอินบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หรือออฟฟิศ การคุยรายละเอียดให้ครบก่อนเซ็นสัญญาจะช่วยให้เห็นทั้งงบประมาณ สเปกวัสดุ รูปแบบ และขั้นตอนการทำงานได้ชัดขึ้น และทำให้ตัดสินใจเลือกงานบิ้วอินจาก “สิ่งที่จะได้รับจริง” มากกว่าตัดสินจากราคาเพียงตัวเลขเดียว

บริษัท ม๊อคดีไซน์ จำกัด

Tel :098-168-1687, 085-118-8987

Website :www.mocbuiltin.com

Line : mocdesign

Facebook : MOC DESIGN-Furniture Builtin

IG : mocdesign.furniture_builtinin

TikTok : @mocdesignthailand

คำค้นหาเพิ่มเติม :

เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินดูทั้งหมด

บทความ

ติดตามบทความดี ๆ เกี่ยวกับเทคนิคและไอเดียการ รับออกแบบบิ้วอิน ไม่ว่าจะเป็นงาน บิ้วอินห้องนอน, บิ้วอินห้องครัว, บิ้วอินชั้นวางทีวี ไปจนถึงการเลือกวัสดุ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจจ้าง บริษัทบิ้วอิน เพื่อให้คุณมีความรู้ที่ถูกต้องและได้บ้านที่ตรงใจที่สุด

ดูทั้งหมด →
ติดต่อเรา